ReadyPlanet.com


บ่าวรับใช้กรรมคนที่ 3 ภาคที่ 1เรื่องของสารแขวนลอย


บ่าวรับใช้กรรมคนที่  4 ภาคที่หนึ่ง

เรื่องของสารแขวนลอย

 

เวลา :เย็นวันหนึ่ง

สถานที่เกิดเหตุการณ์ : ณ ร้านอาหารใต้อพาร์ทเมนท์ย่านมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม ที่ผมพักอาศัยอยู่

บ่าวรับใช้กรรม : พี่นาง (นามสมมติ) อายุ สามสิบสอง เจ้าของร้านอาหารดังกล่าว ที่เคยกล่าวถึงในตอนที่แล้ว

 

เรื่องมีอยู่ว่า :

“พี่นางๆ”   

“ขา...”    พี่นางขานรับเสียงใสออกมาจากห้องครัวในร้าน  และเดินออกมาในไม่ช้า

“อ้าว ว่าไงแบงค์ มีอะไรเหรอ”

“อ้อครับ... คือ ได้ข่าวว่ากระปุกเงินในร้านหายเหรอครับ”  ผมถามพี่นางอย่างที่ได้ยินข่าวมา

“อืมใช่จ้ะ... ใครบอกมาเหรอ”

“พอดีมีรุ่นน้องบอกผมมาให้มาช่วยพี่เขาหน่อย สงสารพี่เขา”   ผมพูดไปตามที่รุ่นน้องคนหนึ่งที่ได้ดูดวงกับผมไปบอกมา แต่พี่นางทำหน้างงใส่ผม  ผมเลยตะกุกตะกักไปต่อไม่เป็น

“เอ่อ..คือ...”  ผมไม่รู้จะเริ่มยังไงดี เพราะพี่นางรู้จักผมในฐานะที่เป็นลูกค้ามาซื้ออาหารและในฐานะที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรเท่านั้น  แต่ยังไม่รู้จักผมในฐานะหมอดูเลย  ครั้นจะไปอวดตัวว่าจะมาช่วยเพราะมีญาณสัมผัสก็กะไรอยู่  แต่รุ่นน้องบอกผมมาว่า ให้ใช้ญาณสัมผัสช่วยหาของให้พี่นางเขาหน่อย  ทีแรกผมก็ไม่กล้า ตัดสินใจอยู่สักพัก ก็เลยเดินเข้าไปถาม จนอยู่ในสภาพทีไม่รู้จะบอกเขายังไงดี ณ ตอนนี้ยังไงล่ะ

“น้องที่ไหนบอกมาล่ะ”

“ก็อยู่หอนี้เหมือนกันล่ะครับ”

“เขาจะให้แบงค์มาช่วย จะช่วยยังไงเหรอ” พี่นางพูดชี้ช่องให้ผมไปต่อได้สะดวก

“คือ... พี่ไม่ต้องแปลกใจนะครับ” ผมเริ่มเกริ่นนำ  “ผมเป็นหมอดู”

“อ้าว ตายจริง!  รู้จักกันมาตั้งนานแล้วเพิ่งรู้ว่าเป็นหมอดู”  พี่นางแซว  “ดีเลย ไหนๆ ช่วยดูให้พี่หน่อยสิเมื่อไหร่จะรวย”

“เอ่อคือ...  ผมจะมาช่วยหาของหายน่ะครับ” ผมรีบพูดจุดประสงค์ก่อน  “คือที่น้องเขาให้มาช่วยก็เรื่องที่พี่โดนขโมยกระปุกเงินในร้านไป”

“อ้อ... จะช่วยยังไงคะ”  พี่นางเริ่มมีสีหน้าจริงจังมากขึ้นแล้ว และผมก็เริ่มปฏิบัติภารกิจทันที

ผมเดินสำรวจบริเวณร้านทั่วๆ  และใช้จิตทำการสแกนหาของที่หายไป และคนที่เอาไป พี่นางคงคิดว่าไอ้หมอนี้มันเพี้ยนหรือเปล่าวะ  เดินหลับตายกมือยกไม้ส่ายไปมา

“พี่วางกระปุกเงินไว้ตรงนี้ใช่ไหมครับ”  ผมเดินไปชี้หลังเคาน์เตอร์ และชี้จุดตำแหน่งที่วางกระปุกเงินได้อย่างพอดีเป๊ะ จนพี่นางตกใจเพราะปกติหลังเคาน์เตอร์นี้จะไม่มีใครเดินเข้ามาและเห็นกระปุกเงินวางอยู่เป็นอันขาด

“ใช่จ้ะ  แบงค์รู้ได้ไงเนี่ย”

“ผมเห็นครับ มันยังคงมีสารแขวนลอยที่ยังตกค้างหลงเหลืออยู่ ณ บริเวณที่มันเคยวางอยู่เป็นประจำ”

“สารแขวนลอย พี่นางทำเสียงสงสัย

“ใครจะเรียกมันว่าอะไรผมไม่รู้ครับ แต่ผมเรียกมันว่าสารแขวนลอย  หรือบางคนอาจเรียกว่าการตกค้างของสสารก็ได้  ที่เห็นมันก็เพราะว่ามันตกค้างอยู่ที่ที่มันอยู่ประจำ” ผมอธิบาย

“แต่จะใช้กับคนก็ได้นะครับ  โดยเฉพาะขโมยที่เข้ามาในร้านพี่  ก็คงทิ้งสารแขวนลอยอยู่ภายในร้าน”   ผมเริ่มเดินไปหน้าร้านจากจุดที่ผมเห็นขโมยคนนั้นเดินเข้ามา เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าขโมยขโมยของไปได้ยังไง

“แบบนี้แบงค์ก็เห็นสิว่าเป็นใคร” พี่นางถาม

“ครับ  คนๆ นั้นเป็นผู้หญิง”  ผมหลับตาลงจากจุดที่ผมยืนอยู่และเริ่มสแกนหาสารตกค้างจากหัวขโมยที่ทิ้งไว้เมื่อสองวันก่อน และผมก็เห็นการเคลื่อนไหวของอณูบางอย่างที่ปรากฏเป็นภาพซ้อนทับขึ้นมา  มันเป็นภาพในอดีตในเวลาที่หัวขโมยเข้ามาในร้านซ้อนทับกับเวลาปัจจุบันที่ผมยืนคุยกับพี่นางอยู่   ผมแปลกใจตัวเองเหมือนกันเพราะไม่เคยใช่วิธีนี้เลย แต่ไม่อยากเชื่อว่าตนจะเห็นได้ เห็นทุกการเคลื่อนไหวของขโมยคนนั้นในอดีต

สารตกค้างของสารแขวนลอยนั้นทำงานได้ดีมาก

“เป็นผู้หญิงมัดผมไว้ข้างหลัง ผมที่มัดไว้ก็ยาวพอควร ผู้หญิงตัวเล็กๆดำๆ ใส่เสื้อสีน้ำเงินเข้มๆ ...” ผมอธิบายภาพที่เห็นต่อ “เขาก็เดินมาตรงนี้ หยุดยืนตรงนี้สักพัก และเหมือนหยุดคุยกับใครสักคนในร้าน  คุยกับพี่หรือเปล่า  แต่ผมไม่เห็นพี่เลยครับ”

พี่นางทำท่านึกเหตุการณ์ในสองวันก่อน และเหมือนผมจะบอกได้ถูกทางเพราะสีหน้าพี่นางออกมาในเชิงยอมรับ

“ใช่ค่ะ มีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งลักษณะเหมือนที่แบงค์บอก เข้ามาคุยกับพี่ แต่พี่ไม่ว่าง มัวแต่จัดของภายในครัวอยู่ พี่ไม่ได้หันไปคุยกับเขาเลย  แต่รู้ว่าเขายืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์นั้นแหละ”

“ครับ  คนๆนั้น ก็เอื้อมมือมาหยิบกระปุกนั้นไปจากตรงนี้”   ผมพูดไปเดินตามรอยหัวขโมย และทำท่าทุกอย่างซ้ำรอยเดียวกันกับหัวขโมยคนนั้น เสมือนว่าเขาเข้ามาสิ่งในตัวผม

พี่นางก็ยอมรับว่าเขาก็สงสัยคนๆนั้นอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นมากที่สุด ก่อนที่กระปุกจะหายไป ลูกค้าคนอื่นไม่เคยเข้ามาใกล้ขนาดนั้นเลย และหากไม่ใกล้ขนาดนั้นก็จะไม่เห็นกระปุกที่วางอยู่เพราะมีเคาน์เตอร์ด้านหน้ามันสูงจะบังส่วนที่วางของพอดี   

แต่ในที่สุดเรื่องนี้ก็จบลงที่ จับมือใครมาดมไม่ได้ เสียแล้วก็เสียไป  เพราะเราไม่มีหลักฐาน ถึงจะรู้คนเอาไป และเป็นคนเดียวกันกับที่พี่นางสงสัยก็ตาม ก็ได้แต่ระวังคนๆนั้นให้มากขึ้น เวลาเขาจะเข้ามาในร้านอีก  พี่นางก็บอกว่าคงเป็นเวรเป็นกรรมที่เคยไปเอาของเขามา ก็ช่างมันเถอะ  เงินก็แค่ไม่กี่ร้อยบาทเอง  และพอพี่นางพูดถึงเรื่องเวรกรรมผมก็เลยเสนอออกไปเลยว่า

“พี่เชื่อเรื่องเวรกรรมไหมครับ...  สิ่งที่พี่คิดน่ะมันถูกนะครับ... พี่เคยไปเอาของของเขามาจริงๆ ก็ถือว่าใช้กรรมไปแล้วกันนะครับ”

พี่นางมีสีหน้าตกใจกับคำพูดผม แต่ก็แอบปิดบังเอาไว้ไม่ให้รู้ความลับ

“อย่าปฏิเสธนะครับว่าไม่ใช่  เพราะคำว่าขโมยตัวเบ้อเริ่มตีตราอยู่ตรงกลางหน้าผากพี่ชัดเจนมาก  แสดงว่าพี่ทำกรรมเกี่ยวกับการลักขโมยมาเหมือนกันใช่ไหมครับ”

พี่นางอึ้งเล็กน้อย เหมือนแทงใจดำ 

“โห... ตีตราบาปไว้ขนาดนี้เลยเหรอคะ...   แล้วจะต้องทำยังไงล่ะคะถึงจะล้างได้”

“กรรมของพี่มันเยอะกว่านั้นครับ ตั้งแต่อดีตชาติด้วยนะครับ”

“ยังไงล่ะคะ”

“ดูดวงกับผมก็จะรู้คำตอบครับ”

 

 

หลังจากนัดแนะเวลา และตกลงเรื่องราคากันเรียบร้อย

ผมก็มีภารกิจครั้งใหญ่รออยู่ในช่วงบ่ายของวันต่อมาเลยทีเดียว

 

ไม่คาดคิดมาก่อนว่าภารกิจกับบ่าวรับใช้กรรมคนนี้จะกินเวลานาวนานถึงสามวัน กว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่ค้างคาอยู่ให้หมดไป  เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้จะยาวนานเป็นพิเศษ และซับซ้อนมากจนทำให้ผมป่วยไปเลย...

เรื่องคนนี้ยาวจนต้องแบ่งเป็นสี่ภาคเลยครับ ภาคแรกขอจบเรื่องแต่เพียงเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน

 

ปล. ตราบาปที่เห็นบนหน้าผากคนๆนั้น  จริงๆ ก็คือสารแขวนลอยที่ตกค้างจากการกระทำของเขาคนนั้นนั่นเอง

 

 

 

อธิบายเรื่องสารแขวนลอย

จากเรื่อง บ่าวรับใช้กรรมคนที่สาม ภาคที่หนึ่ง เรื่องเกี่ยวกับสารแขวนลอย หลายคนอาจสงสัยว่า สารแขวนลอยคืออะไร จริงๆแล้วสารแขวนลอยเป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ 

แต่สารแขวนลอยที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์นั้น  หมายถึง สารที่เกิดจากอารมณ์ความรู้สึก สุข เศร้า เหงารัก แค้น พยาบาท เจ็บปวด ทรมาน หลง เกลียด และสารพัดอารมณ์ของมนุษย์  ที่เกิดขึ้น ณ สถานที่หนึ่ง  การกระทำตางๆ ก็เช่นกันก็สามารถขับออกมาเป็นสารแขวนลอยได้และหลงเหลือเป็นตะกอนตกผลึกอยู่ ณ สถานที่นั้นๆ ที่มีการกระทำนั้นเกิดขึ้น 

ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของผมก็แล้วกัน

แต่ก่อนผมอยู่กับรูมเมท   รูมเมทผมอกหัก  นั่งร้องห่มร้องไห้ ทุกวัน ทำใจไม่ได้กับควมรักที่ผิดพลาด  เศร้าและแค้นเคืองไปพร้อมกัน  สร้างบรรยากาศเศร้าหมองเกิดขึ้นภายในห้องอยู่นานเกือบเดือน  ห้องนั้นก็เปรียบเสมือนโรงเก็บความรู้สึกทั้งหมดของเพื่อนผมเอาไว้  เมื่อความรู้สึกเศร้านั้นถูกอัดแน่นอยู่ภายในห้องนั้นทุกคืนทุกวัน ร่างกายได้สร้างพลังงานแง่ลบออกมามากขึ้นทุกที  ห้องก็ซึมซับอารมณ์นั้นไว้  ทั้งคำด่าจากอารมณ์ที่โกรธเกรี้ยว ความเสียใจ น้ำตา และเสียงร้องไห้ทั้งหมดนั้นได้เพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่นจนเกิดการตกตะกอน หลงเหลือเป็นสารแขวนลอยที่ตกค้างอยู่

จนวันหนึ่งเพื่อนผมย้ายออกไปอยู่คนเดียว

ผมยังคงได้ยินสียงร้องไห้ และสัมผัสถึงพลังงานแห่งความเศร้านั้นอยู่  สัมผัสถึงความเศร้าหมองความแค้นและเสียใจอบอวลอยู่เต็มห้อง   และวันหนึ่งเพื่อนผมอีกคนหนึ่งที่มีเซ้นส์เหมือนผมก็เข้ามาหาผมที่ห้อง  และเขาก็บอกว่า ที่ห้องนี้เขาเห็นคนนั่งร้องไห้อยู่บนเตียง  ตรงจุดที่เพื่อนคนนั้นเคยนั่งร้องไห้อยู่ทกวัน   ทีแรกเขานึกว่าผี   ผมบอกไปว่าไม่ใช่ผีหรอก  เพื่อนผมเอง เขาทิ้งสารแขวนลอยไว้ที่ห้องนี้  อีกไม่นานภาพทั้งหมดรวมถึงบรรยากาศที่เศร้าหมองๆ ต่างๆ ก็จะหมดไปเอง  เพราะมีพลังงานของผมที่ทำกิจกรรมอื่นๆ ใหม่ๆ เข้าไปแทนที่กิจกรรมเดิมๆ ของเพื่อนผมที่เคยทิ้งไว้ให้ตกค้างอยู่

หากผมทำสิ่งที่สดใสร่าเริง  จัดห้องใหม่  เปลี่ยนมุมวางของ  ย้ายเตียงและปฏิบัติธรรมนำสิ่งดีๆ เข้ามาผลักไล่สารตกค้างที่มีพลังแง่ลบที่เหลืออยู่ให้หมดไป  แล้วสารแขวนลอยของเพื่อนผมก็จะหายไปเองในที่สุด

ทฤษฎีในเรื่องวิญญาณก็เช่นกัน

ทำไมคนเราถึงเห็นผีหรือวิญญาณวนเวียนอยู่ในที่ที่เขาตาย ไม่ว่าจะเป็นบ้านก็ดี ห้องก็ดี     หรือสถานที่ที่เขาคนนั้นเคยใช้ชีวิตอยู่ทุกๆ วัน 

ก็เป็นเพราะวิญญาณก็คือสารแขวนลอยที่ตกค้างอยู่จากการกระทำซ้ำ  หรือจากการตกค้างของอารมณ์ที่เข้มข้น  และทำให้สถานที่นั้นซึมซับพลังงานนั้นเอาไว้   เมื่ออุณหภูมิพอเหมาะพอดี  บรรยากาศ ณ จุดนั้นไม่ถ่ายเท หรือโครงสร้างลักษณะตึกอาคารหรือที่อยู่อาศัยนั้นมีรูปแบบที่อาจจะกักเก็บอณูพลังงานจากสารแขวนลอยไว้ได้ สารแขวนลอยนั้นก็จะไม่จางหายไปจากสถานที่นั้น  จนเกิดการเห็นสิ่งแปลกๆ ที่เป็นผีหรือวิญญาณได้

แต่อาจจะไม่ใช่วิญญาณก็ได้  คนๆนั้นอาจจะยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่เขานั้นเคยอยู่ที่นั่นและทำกิจกรรมอะไรก็ตามที่ ทำให้เกิดพลังงานทางอารมณ์อย่างเข้มข้น มีการขับพลังงานที่รุนแรงและตกตะกอนเป็นสารแขวนลอยไว้ ณ ที่ตรงนั่นก็เป็นไปได้   

แต่คนตายไปแล้วและไปเกิดแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าสารแขวนลอยของตนเองนั้น อาจจะยังถูกเก็บล็อกเอาไว้ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง โดยที่เขาก็ไม่รู้ตัวเลยก็ได้  แต่บังเอิญมีคนไปเห็นและเข้าใจว่าสารแขวนลอยของเขาคือวิญญาณเขานั่นเอง

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผีและวิญญาณไม่จริง

มีแน่นอน ซึ่งจะเจอในเรืองเล่าของผมในหลายๆ ตอน

เอาเป็นว่าทุกท่านคงเข้าใจ สารแขวนลอยมากขึ้น และจะได้อ่านเรื่องเล่าของผมได้เข้าใจมากขึ้น เพราะจะมีเรื่องเกี่ยวกับสารแขวนลอยและวิญญาณอีกเยอะ  และจะได้เห็นว่าวิญญาณจริงๆ ต่างกับสารแขวนลอยของคนๆนั้นอย่างไร และผมรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดเป็นอะไร

 

 

 

 

 

 

 

 



ผู้ตั้งกระทู้ BankTarot :: วันที่ลงประกาศ 2009-03-21 17:04:20


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.