ReadyPlanet.com


บ่าวรับใช้กรรมคนที่ 4 - เรือนกรรม (ตอนใหม่ล่าสุด ลงที่นี่ที่แรก)


บ่าวรับใช้กรรมคนที่  4

เรือนกรรม

 

ภาพบ้านเรือนไทยหลังโต ดูสวยงามตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ไม่ไกลนัก ปรากฏขึ้นท่ามกลางหมอกควันจางๆ ในมโนภาพของผม มันใกล้และชัดเจนมากราวกับจะเดินเข้าไปได้จริงๆ  ผมเพ่งใช้สมาธิแหวกม่านหมอกนั้นเข้าไปเรื่อยๆ  มุ่งไปสู่ภายในบ้านเรือนไทยหลังนั้น  ก้าวขึ้นบันไดไม้สัก ผ่านเข้าซุ้มประตูทางเข้าที่สลักเสลาด้วยลวดลายประณีตบรรจง  ผมเหยียบย่างพื้นไม้ที่เงาวับสะอาดตาเหมือนถูกขัดถูจากคนที่ดูแลมันจากใจจริง

บ่าวรับใช้หลายคนกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามส่วนต่างๆ ของบ้าน แบ่งเบาภาระกันไปในแต่ละหน้าที่ 

ดูจากความยิ่งใหญ่ของบ้านเรือนไทยหลังนี้ พอจะเข้าใจได้ว่าเป็นบ้านของผู้ลากมากดีมีฐานะดีเลยทีเดียว  หรือไม่ก็อาจเป็นบ้านของคณบดี ข้าราชการ กรมวัง ขุนนางอะไรสักตำแหน่งเนี่ยแหละ   อาจไม่ใช่เศรษฐีขี้หมูขี้หมาธรรมดา 

เวลานี้ประมาณบ่าย แสงแดดยังส่องจ้าแสบตาอยู่ ผมแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ที่เจิดจ้านั้น  ยกมือปิดบังไม่ให้ดวงตาแสบมากนัก  หรี่ตาดูแสงร้อนแรงของมัน น่าแปลกพิกล แม้ว่าแสงมันจะดูเจิดจ้าเพียงไร ผมยังรู้สึกว่ามันมีความหมองหม่นอย่างแปลกๆ  เหมือนมีเงามืดปกคลุมมันอยู่อย่างจางๆ   ทั้งที่ไม่มีสุริยะคราส  เมฆไม่บดบัง  ท้องฟ้าแจ่มใส  แต่ทำไมกันนะดวงตะวันนั้นช่างดูเศร้ายิ่งนักไม่เหมือนเท่าที่มันควรจะเป็น  แสงตะวันสาดส่องผ่านยอดหลังที่ประดับด้วยลายกนกบนหน้าจั่วบ้านเรือนไทยนั้นลงมา ยังลานกว้างของบ้าน ที่ซึ่งผมยืนอยู่   

บ้านหลังนี้จะเกิดเหตุการณ์อะไรไม่ดีขึ้นกันนะ...

ลางสังหรณ์ผมบอกเช่นนั้น

แสงเจิดจ้าของตะวันนั้น มิอาจสู้พลังแห่งความหมองหม่นที่ตลบอบอวลอยู่ภายในบ้านหลังนี้ได้เลย 

เหตุการณ์เลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้แน่นอน

 

 

เสียงรถแล่นมาจอดดังมาจากทางด้านล่าง  ผมชะโงกหน้าลงไปดู แอบอิงดูเหตุการณ์ด้านล่างอยู่ข้างเสาซุ้มประตูทางเข้า

“เร็วๆ หน่อยสิวะ ไอ้มั่น มาช่วยยกข้าวของขึ้นไปไว้ด้านบนให้หมด”

ชายหนุ่มร่างกำยำรีบเปิดประตูลงจากที่นั่งคนขับ กระวีกระวาดมาเปิดประตูรับของจากเจ้านายออกจากรถ  

“ขอรับท่าน”  ไอ้มั่น ยกกล่องกระเป๋าสัมภาระใหญ่ๆ สองกล่องหิ้วขึ้นมาทางบันได เดินนำหน้าเจ้านาย   ท่านที่ไอ้มั่นเรียกชื่อนั้น  กำลังเดินเคียงคู่มากับสาวใหญ่นางหนึ่ง แต่งตัวดูดีมีชาติตระกูล  กระโปรงบานพลิ้วสีชมพูสดใส แขนตุ๊กตาใส่หมวกมีปีกกว้างๆ ลายลูกไม้  ประดับสร้อยไข่มุกที่คอ  เดินเกี่ยวแขนท่าน  ตามไอ้มั่นคนรับใช้ขึ้นบ้านมา

ท่าน นั้นแต่งตัวด้วยชุดราชประแตนสีขาวสะอาดตา นุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงินเข้มเดินด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย  ไอ้มั่นยกสัมภาระผ่านเข้ามาตรงซุ้มประตูทางเข้ามาก่อน  ด้วยท่าทีขะมักเขม้นวิ่งเอาของไปเก็บภายในเรือน  และเจ้านายทั้งสองก็ผ่านซุ้มประตูตามเข้ามาในไม่ช้า  ผมยืนอยู่ตรงนี้ ยกมือไหว้ต้อนรับท่านทั้งสองกลับบ้าน  แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นผมเลยสักคน  อาจจะเพราะทุกคนเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลกระมัง  สีหน้าของท่าน นั้นแฝงแววเหน็ดเหนื่อยอิดโรยจากงานมาจริงๆ  ผมเดาเอาว่าพวกเขาน่าจะเพิ่งไปงานราชการมาแน่นอน เพราะดูจากข้าวของสัมภาระพวกนั้นที่ขนกลับมา  ดูท่าไปหลายวันอยู่ทีเดียว

“กลับมาแล้วเหรอ พ่อขุน”   ชายชราออกมาต้อนรับด้วยความยินดียิ่งที่ได้เห็นพวกเขากลับมา 

“ขอรับท่านพ่อ”  พ่อขุน ตอบรับ 

“สวัสดีค่ะ... แล้วลูกโฉมศรีอยู่ไหนค่ะ... ลูกสบายดีไหมค่ะ”  ท่านผู้หญิงกล่าว  และถามถึงลูกของตน  ยังไม่ทันที่ชายชราที่เป็นพ่อของพ่อขุนและพ่อสามีของโฉมศรีจะกล่าวอะไร  ลูกชายวัยประมาณแปดขวบก็วิ่งโร่ออกมาท่าทีดีใจใหญ่

“พ่อแม่กลับมาแล้ว...  คิดถึงจัง”  หนูน้อยวิ่งเข้าไปโผกอดแม่ตัวเอง  โฉมศรีย่อตัวลงรับลูก และอุ้มขึ้นมาจากพื้น เด็กน้อยกระโดดเข้าสู่วงแขนแม่โดยอัตโนมัติ  ทั้งคู่แม่ลูกหอมกันไปมาอย่างคิดถึงราวกับไม่ได้เจอกันมานาน  พ่อขุนเข้ามาหอมแก้มลูกเพียงเล็กน้อย  และหันกลับไปพูดกับพ่อตนเองต่อ

“พ่อสบายดีไหมขอรับ... ที่นี่ปกติดีไหม”

“ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างเรียบร้อยดี...”  พ่อเขาตอบ “แล้วพ่อขุนล่ะ ไปราชการคราวนี้เป็นอย่างไรรึ หายไปเกือบสองเดือนเทียว” 

“มีปัญหา เดิมๆ ล่ะขอรับ เดี๋ยวก็คงแก้ไขได้อีกไม่นาน พ่อไม่ต้องห่วงไป”

 

เมื่อครอบครัวทั้งหมดทักทายกันตามประสาคนจากกันมานาน  ก็พากันเข้าบ้าน  และพักผ่อนตามอัธยาศัย  ผมเฝ้ามองดูเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ  ยังงงๆอยู่ว่านี้มันที่ไหน... สมัยใด ยุคใด พวกเขาเป็นใครกันแน่...  

และผมกำลังจะเจอเหตุการณ์ใดต่อไป...

 

บ้านที่ดูอบอุ่นดีทั้งพ่อแม่ลูกและผู้ใหญ่ในบ้าน บ้านมีฐานะกว้างใหญ่ มีบ่าวรับใช้หลายคน ไม่น่าจะมีปัญหาใดเกิดขึ้นได้

หากไม่มีใครคิดคดทรยศขึ้นมาเสียก่อน...   นี่แหละที่ผมเกรงว่ากำลังจะได้พบเจอ

 

กาลผ่านไป อีกไม่กี่ราตรี...

ผมยังคงอยู่ที่นี่...  ไม่ไปไหน  เวลาผ่านมานานเพียงใดก็ตาม แต่ผมกลับรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาไม่เพียงกี่นาทีเท่านั้นที่ผมอยู่ที่นี่ คอยเฝ้าดูความเป็นไปของทุกชีวิตที่นี่...

 

ตกเย็นวันนี้  จวนจะได้เวลาอาหารของครอบครัวนี้กันแล้ว  ผมยืนอยู่ในห้องเตรียมอาหารของที่บ้าน 

แม่ครัวจัดแจงสำรับคาวหวานใส่ถาดเงินเงาวับ ช่วยกันลำเลียงกันไปไว้บนเรือน ที่ที่คุณท่านทั้งหลายนั่งคอยอยู่  

“เอ้า เร็วเข้า เดี๋ยวคุณท่านคอยนาน”  ป้าที่น่าจะเป็นหัวหน้าแม่ครัวออกคำสั่ง  สาวใช้ต่างก็ทำตามอย่างว่าง่าย 

ทันใดนั้น สายตาผมก็พลันไปเห็น ไอ้มั่น คนขับรถซุ่มมองอยู่ข้างเสานอกชานครัว ด้วยท่าทีลับๆ ล่อๆ  และทันทีที่สายตาผมไปปะทะเข้ากับสายตาไอ้มั่น   ก็เหมือนเขาจะรู้ตัวว่ามีคนเห็น เลยรีบวิ่งหลบไป

ผมสงสัยท่าทีแปลกๆนั้น  เลยติดตามไปดู  น่าแปลกที่แค่คิดว่าจะตามไปให้ทัน  กายผมก็ปรากฏอยู่ด้านล่างไอ้มั่นแล้ว  ทั้งๆที่เขาวิ่งห่างออกจากเรือนไกลแล้ว

“คราวนี้นะเว้ย พวกเราไม่พลาดแน่...” ไอ้มั่นสุ่มหัวคุยกับชายฉกรรจ์อีกสี่ห้าคน  “ข้าเฝ้ารอเวลานี้มาตลอด... ต่อไปนี้ จะได้ไม่เป็นขี้ข้าของใครอีกต่อไปแล้ว”  

ไอ้มั่นพูดเสร็จ พรรคพวกก็พากันหัวเราะด้วยความสะใจ  ไม่มีใครเลยสักคนที่จะสังเกตเห็นผม แม้แต่ไอ้มั่น

“ดีสิวะ ไอ้มั่น... จังหวะเหมาะเมื่อไหร่ ส่งสัญญาณมาได้เลยนะเว้ย”  ชายผิวคล้ำ รอยสักเต็มตัว นุ่งผ้าเหน็บชาย ไม่ใส่เสื้อเอ่ยขึ้น 

“เออ ข้ารู้แล้ว...  พวกเราจะได้สบายกันหมด” ไอ้มั่นกระหยิ่มยิ้มย่อง วางมาดพูดด้วยท่าทีลำพองใจ ราวกับว่าเขาเตรียมแผนการมาเป็นอย่างดี  “ข้าเบื่อเต็มทน ที่ต้องเจอพวกมันกดขี่ ใช้งานทุกวี่ทุกวัน... นี่พวกเอ็งรู้ไรไหม  ตอนที่พวกมันไปงานราชการต่างเมืองนะ  ข้าตามไปคนเดียว โดยใช้ยิ่งกว่าวัวควาย ไม่ให้พักเลย  ไหนจะต้องขับรถให้พวกมันนั่งสบายใจอีก  ไปไหนมาไหนต้องคอยติดตามพวกมันตลอดเวลา ยิ่งไอ้คุณนายโฉมศรีนะ  ดุด่าข้าอย่างกะอะไรดี  ไอ้ท่านขุนก็ไม่เคยเลยจะให้ทองหยองอะไรเพิ่ม   ลูกเมียข้าก็มีต้องดูแล แต่พวกมันไม่เคยช่วยเหลือไรเลย ข้าไม่ทนต่อไปแล้ว”  ไอ้มั่นระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดออกมา  เพื่อมาลบล้างความคิดเลวร้ายของตนให้กลายเป็นสิ่งถูกต้อง

“พี่มั่นทำ... พวกเราก็สบาย ลูกเมียพี่ก็สบาย  ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้ว”  พรรคพวกไอ้มั่นอีกคนช่วยเชียร์   ทำให้แววตาของไอ้มั่นยิ่งลำพองฮึกเหิมขึ้นมาเป็นทวีคูณ

ผมเฝ้าฟังอยู่นานสองนาน ก็จับความทั้งหมดได้

ไอ้มั่นกำลังวางแผนชั่วอะไรบางอย่าง...

 ที่ผมไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้นเลยจริงๆ...

แต่น่าเสียดายที่ เหตุการณ์นี้มันได้เกิดขึ้นไปแล้ว ในอดีตกาลนานนม  ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก   ผมได้แต่ยืนมองเรื่องราวต่างๆ ให้ดำเนินไป  ไม่สามารถเตือนใคร และบอกอะไรใครได้เลยว่ากำลังจะมีเหตุเลวร้ายเกิดขึ้นในครอบครัวนี้  ณ บ้านเรือนไทยหลังนี้...

 

ผมภาวนา...

อย่าให้เรื่องมันเลวร้ายนักเลย

คืนนี้... ดูเหมือนแรงภาวนาของผมยังได้ผลอยู่...  ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น  ทุกคนในครอบครัวพ่อขุน นอนหลับพักผ่อนกันตามปกติ หลังจากตะวันลับฟ้าไปได้ไม่นาน 

ผมยังคงอยู่ที่นี่...

จนตะวันแห่งรุ่งอรุณวันใหม่แย้มกลีบเมฆออกมา  เสียงไก่ขันเจื้อนแจ้ว  ปลุกคนในเรือนไทยหลังงามตื่นขึ้น  พวกข้าทาสบริวาร ที่ตื่นก่อนหน้านั้นแล้ว กำลังทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถูบนเรือนให้ดูสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ  ด้านห้องครัวก็กำลังตระเตรียมสำรับอาหารสำหรับเจ้านาย ต่างคนต่างแบ่งภาระแบ่งงานกันทำอย่างขะมักเขม้น

คุณหญิงโฉมศรีกับลูกออกมานั่งเล่นกันอยู่บนโถงกว้างของเรือน  มีบ่าวไพร่คอยนั่งรับใช้อยู่ไม่ห่าง  แม่กับลูกหยอกกันไปมา  บ่าวคนสนิทที่นั่งอยู่ด้วยพลอยหยอกล้อคุณหนูไปด้วย

“คุณหนูดูมีบารมีเหมือนคุณท่านเลยนะเจ้าค่ะ”   

คุณหญิงโฉมศรียิ้มรับคำบ่าวนางนั้น สายตามองลูกท่าทางเอ็นดู ลึกๆแล้วนางคงคิดว่า ลูกรักของเธอ โตขึ้นจะต้องเป็นใหญ่เป็นโตเหมือนพ่อขุนสามีเธอแน่นอน... ถึงวันนั้นคงมีความสุขที่ลูกประสบความสำเร็จ    ผมก็อยากให้เป็นเช่นนั้นเสียเหลือเกิน... หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเสียก่อน

อยากจะเดินเข้าไปบอกนางแทบขาดใจว่า  วันที่นางรอคอย...

อาจไม่มีวันมาถึงเลย...

 

ไอ้มั่นปรากฏกายแอบอิงอยู่ข้างเสาหลังประตูห้องครัวด้วยท่าทีลับๆล่อๆ  สายตาแฝงแววประสงค์ร้าย...  

“วันนี้แหละวะ...วันของข้า” 

เสียงความคิดภายในใจของไอ้มั่นดังก้องขึ้น ทำให้ผมรับรู้ความคิดชั่วร้ายของเขาได้ไม่ยากเลย 

หัวหน้าแม่ครัวใช้ให้หญิงสาวบ่าวไพร่อีกคนที่เป็นลูกมือทำอาหารอีกคนหนึ่งให้ไปหยิบของหลังครัว  แต่ดูเหมือนสาวเจ้าที่โดนใช้ไปหาของ จะหาไม่เจอง่ายๆ

“อยู่ไหนล่ะป้าแจ่ม  ไอ้โถพริกแกงของป้า  หาไม่เจอ”  นางตะโกนลั่นออกมา  ป้าแจ่มท่าทางหงุดหงิด โวยวายลั่นว่ากล่าวความไม่เอาไหนของลูกมือตนที่หาของไม่เจอ

“อะไรกันว่ะ... มันก็อยู่ที่เดิมนั่นแหละ...หาไม่เจอได้ไง”

“ป้าก็มาหาเองสิ  สาวเจ้าทนไม่ไหว โวยวายกลับออกมาบ้าง

“เออๆๆ ก็ได้ว่ะ... กูหาเองก็ได้”   ป้าแจ่มวางตะหลิวที่กำลังผัดอาหารร้อนฉ่าๆคากระทะอยู่ลงอย่างหัวเสีย  ผละออกจากหน้าเตา  ไปที่หลังครัว 

ไอ้มั่นได้จังหวะลอบเข้ามาในครัวอย่างเงียบกริบ ในมือล้วงบางอย่างออกมาจากชายผ้าที่ประคดเอวอยู่  เมื่อดูใกล้ๆ  จะเห็นเป็นขวดแก้วเล็กใสๆ ภายในบรรจุของเหลวสีเหลืองขุ่น 

ความรู้สึกของผมบอกได้ทันทีว่าคือยาพิษ!

“อย่านะ ไอ้มั่น! อย่าทำแบบนั้น...”   ผมร้องลั่น พยายามห้าม แต่ดูเหมือนไร้ประโยชน์ ไอ้มั่นไม่เพียงแต่ไม่เห็นผมเท่านั้น ยังไม่ได้ยินผมอีกต่างหาก ราวกับผมไม่ได้มีตัวตนอยู่ ณ สถานที่นั้นเลย  ไม่สิ ผมไม่มีตัวตนอยู่ ณ เวลานั้นเลยต่างหาก

ไอ้มั่นเคลื่อนกายมาหน้าเตาที่อาหารยังคงปรุงคากระทะอยู่ สายตาชะแง้แลมองว่าป้าแจ่มออกมาหรือยัง 

ไม่กี่วินาที มือหยามกร้านของไอ้มั่นก็เปิดจุกขวดยาพิษ และเทลงไปในกระทะอย่างรวดเร็ว !

“เสร็จกูแน่พวกมึง ตายกันให้หมด ยกโคตรเนี่ยแหละ สายตาไอ้มั่นฉาบไปด้วยประกายแห่งปีศาจร้าย   ไม่เท่านั้น  ไอ้มั่นยังตรงไปยังหม้อแกงที่ปรุงเสร็จแล้วพร้อมรอยกขึ้นไปบนเรือนให้คุณท่านรับประทาน  เปิดฝาหม้อออกและจัดการเทยาที่ยังคงเหลืออยู่เล็กน้อยลงไปจนหมด

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ไอ้มั่น  อย่าสร้างเวรกรรมเลย...” 

มันไร้ประโยชน์ที่จะเตือนอะไรใครได้แล้วในตอนนี้...

ผมไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย...

ไอ้มั่นก็เช่นกัน  ไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนแปลงการกระทำอะไรของตนเองได้ทั้งนั้น

เหตุการณ์ทั้งหมดได้ถูกบันทึกไว้ในบัญชีแห่งโลกเบื้องล่างแล้ว...

ณ โลกเบื้องล่าง...

ที่ที่คนอย่างไอ้มั่น จะต้องไป หลังจากช่วงชีวิตของเขาดับลง...

อีกไม่นานหรอก

สำรับอาหารถูกลำเลียงขึ้นไปบนโถงกว้างกลางเรือนไทย ที่นี่มีศาลาไม้ที่สลักลายไว้อย่างงดงาม  ศาลานี้เป็นที่นั่งรับประทานอาหารกันทั้งครอบครัว 

คุณหญิงโฉมศรี พ่อขุน ลูกชายวัยแปดขวบของทั้งสอง และท่านเจ้าคุณพ่อของพ่อขุนนั่งรับประทานอาหารเช้ากันอย่างพร้อมหน้า...

ผมได้แต่ยืนดูเหตุการณ์อย่างช่วยอะไรไม่ได้เลย 

 

พวกเขากำลังกินยาพิษเข้าไป

อาหารพวกนั้นมียาพิษ

พวกเขากำลังจะตาย

ตายกันทั้งครอบครัว!

 

เด็กชายวัยเพียงแปดขวบที่เป็นความหวัง เป็นแก้วตาดวงใจของคนทั้งครอบครัวโดยเฉพาะคุณหญิงโฉมศรีผู้เป็นแม่  เขาต้องเติบโตและก้าวหน้าไปอีกเยอะ มีสิ่งดีๆ รออยู่ในอนาคต ซึ่งน่าจะเป็นเช่นนั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่น่าเสียดายที่เด็กคนนี้จะต้องจบชีวิตลงแต่เพียงเท่านี้... 

ทั้งสี่ชีวิตกำลังอยู่บนเรือลำเดียวกัน  เรือลำนี้ล่องไปตามแม่น้ำสายความตาย...

แม่น้ำนี้ทอดยาวไปไกลแสนไกล ไปในที่ที่ห่างไกลจากแดนมนุษย์มาก และจะไม่มีวันลอยทวนกระแสน้ำแห่งวัฎสงสารกลับมาได้อีกเป็นอันขาด... จะด้วยเวรกรรมอะไรของครอบครัวนี้ก็แล้วแต่  แต่พวกเขาไม่สมควรจะจบชีวิตลงแบบน่าอนาถแบบนี้...

 

ค่ำคืนนั้นเอง หลังตะวันคล้อยตกดินไปเพียงไม่นาน  ทั้งสี่ชีวิตนั้นก็พลอยคล้อยเคลื่อนเลื่อนหายตายจากไปอย่างทรมานทีละคนด้วยเช่นกัน...

 

แผนการของไอ้มั่นได้ผล

หลังจากที่รู้ว่าทั้งสี่ชีวิตดับสิ้นลงไปแล้ว ไอ้มั่นผู้ต่ำทราม พาพรรคพวกนับสิบคนบุกยกเค้าบ้านเรือนไทยทั้งหลัง ไล่กวาดต้อน ทำร้ายบ่าวใช้คนอื่นๆ ให้ตื่นตระหนกตกใจ จับบ่าวใช้หลายคนมัดไว้กับเสา มีพวกหนีรอดไปได้ ก็ต่างกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง  ต่างอกสั่นขวัญแขวนกันใหญ่ 

“ไอ้มั่น มึง!  มึงทำแบบนี้ได้ยังไง คุณท่านอุตส่าห์มีบุญคุณกับมึง มึงไอ้ชาติชั่ว”  ป้าแจ่มหัวหน้าแม่ครัวด่าลั่น และบ่าวคนอื่นๆ ที่โดยจับมัดอยู่ต่างตะโกนสาปแช่งไอ้มั่นกันยกใหญ่

“มึง ไอ้ฉิบหาย! เวรกรรมจะเล่นงานมึงแน่  มึงจะต้องตกนรกหมกไหม้ ไม่ได้ตายดีแน่ ไอ้ทรยศ ไอ้เลว  

คำด่าทั้งหมดไม่สะเทือนไอ้มั่นและพวกเลยแม้แต่น้อย

หลังจากไอ้มั่นและพวกยกเค้าไปได้พอใจแล้ว ไอ้มั่นก็เดินไปใช้เท้าเขี่ยศพพ่อขุนมาดูหน้าครั้งสุดท้าย  ศพนั้นน้ำลายฟูมปากลิ้นจุกปาก เล็บเขียว หน้าซีดเผือด ตาค้างแข็งจับจ้องมาทางไอ้มั่นอย่างอาฆาตแค้น

ทุกศพตายตาไม่หลับ จะด้วยฤทธิ์ยาหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ทุกดวงตาเบิกโพล่งค้างแข็งอย่างอาฆาตมาดร้าย จนไอ้มั่นก็อาจจะรับรู้ถึงแรงอาฆาตนั้นด้วย

“ไว้ไปท้วงคืนชาติหน้าก็แล้วกันนะขอรับท่านขุน” ไอ้มั่นเอ่ยเสียงกร้าว  นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของเขาที่ฝากเอาไว้ให้ครอบครัวนี้...  ก่อนจะพาพวกหนีแจ้นออกจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว

ทิ้งความโศกเศร้า และเสียงร้องระงมของบรรดาบ่าวไพร่ทั้งหลายไว้เบื้องหลัง  เรือนไทยหลังงาม ที่เคยดูอบอุ่นสดใส ไปด้วยครอบครัวผาสุก บัดนี้กลับถูกม่านหมอกแห่งหายนะเข้าครอบคลุมไปทั่วบริเวณ กลิ่นอายแห่งความตายครุกรุ่นขึ้นภายใต้ชายคาที่โดนห้อมล้อมไปด้วยความมืดมิดแห่งรัตติกาลอันหมองเศร้า  ที่ดูจะเป็นค่ำคืนที่ยาวนานและแสนจะทรมานเสียเหลือเกินกว่าจะข้ามพ้นไปได้...

    

ไอ้มั่นหนีไปแล้ว หนีไปรวยแล้ว มันคงสบายไปนาน  เวรกรรมอาจจะไม่เล่นงานมันในชาตินี้  ไม่มีใครจับมันได้  มันหนีรอดคำสาปแช่งของบริวารคนอื่นไปได้ หนีรอดการจับกุมของเจ้าหน้าที่ไปได้  แต่เวรกรรมมันไม่อาจหนีรอดไปได้แน่นอน

 

“ไว้ไปท้วงคืนชาติหน้าก็แล้วกันนะขอรับท่านขุน”

มันต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วล่ะไอ้มั่น...

 

ผู้ตั้งกระทู้ แบงค์ทาโร่ต์ :: วันที่ลงประกาศ 2009-03-21 17:26:28


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.